ขาวดำ ตอนที่ 2 (สีสันบนพื้นผิว)
เพื่อนผมท่านหนึ่ง เปรยกับผมเอาไว้ ว่าอย่าเผลอให้แฟนคลับ ประจักษ์กับตาถึงสารรูปนายเดย์ในวันนี้ เพราะจะเสียจริตจนปิดบล็อกทิ้งแทบไม่ทัน ถ้าว่ากันไปแล้ว ก็คงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกกระมัง ป่วยคงถึงขั้นโคม่า บ้าหรือ… รดน้ำมนต์เดี๋ยวก็หาย แค่อาการของคนบกพร่องด้านเวลา ตามมาด้วยขาลง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายแบบ “ความวัวไม่ทันหาย ความความเข้ามาแทรก” วิ่งวนตาลีตาเหลือก แต่ก็ยังติดแงก อยู่กับกับดักของทิฐิ ภวังค์เล็กๆ ที่ต้องมองด้วยมุมแคบๆ ถึงจะเข้าใจ
บางคนเข้าใจเรื่องสีสันแคบไปนิด เพราะมองด้วยมุมแคบๆ บางคนมองสีสันกว้างไปนิด เพราะมองด้วยมุมกว้างๆ แต่ถ้าลองเพิ่มแสง แน่ล่ะสีสันสว่างขึ้น ในทางกลับกัน เราลดแสงลง สีสันก็มืดสลัวลง พลันเข้าหลักการทางวิทยาศาสตร์ ตัวแปรตามทำงานตามตัวแปรต้น (ตัวแปรอิสระ) ยังเหตุกระทบผล เชื่อมโยงกันด้วยตรรกะเล็กๆ วาระซ่อนเร้นไม่มี
นักเขียน
วันดีคืนดี พลันเพ้อถึงเรื่องเก่าก่อน ที่ดันเผลอเก็บขึ้นมาคิดเป็นวรรคเป็นเวร เรื่องราวเหล่านั้นไร้ซึ่งสาระ แต่แฝงด้วยนัยยะบนความไม่เที่ยงตรง ของกระแสสังคมที่เอียงซ้าย เอียงขวา โยกเยกไปมาตามโลกาภิวัฒน์ เอนเอียงได้ตามลมปาก กับวาจาตระบัดสัตย์ ตะล่อมด้วยคำหวาน หว่านล้อมอย่างแยบยล
มีคนเค้าบอกว่า นักเขียนมีอิสระภาพในการแสดงความคิดเห็นได้มากที่สุด สามารถเขียนเรื่องราวโดยไร้กรอบ ไร้ขอบเขต จินตการได้ยังไง เจียระไนถ้อยคำได้อย่างนั้น ไม่ต้องหาจุดอ้างอิง ไม่ต้องสนว่าจะต้องอ้างเหตุยังผล บนพื้นเพแห่งความเป็นจริง อิงวิทยาศาสตร์ กอปรกับวิชาการที่หนักกบาล ปานโดนฟาดด้วยไม้หน้าสาม ที่กระหน่ำซ้ำถึงสองสามที
ต้องเข้าใจ ว่าคนเขียนบล็อกอย่างเราๆ ก็เข้าข่ายนักเขียนที่ว่านั้นคือๆกัน พรสวรรค์ด้านนี้ ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิด แค่สะเดิดคิดมาได้ตอนหนุ่มหรือแก่ จะแย่หรือดี อยู่ที่การฝึกฝน เขียนบ่อย เขียนมาก เขียนยาก เขียนง่าย เขียนอะไรต่อมิอะไรแตกต่างกันเท่านั้น
งานเขียน คืองานเรียบเรียงความคิดแล้วสำแดงมันออกมาผ่านอักขระหรืออักษร ถือเป็นตรรกะวิทยาแขนงหนึ่ง ที่หลายๆคนไม่ค่อยจะเข้าใจ หรือเข้าใจไม่ถ่องแท้ แต่ที่แย่กว่านั้นคือ “ไม่รู้อะไรบ้างเลย”
ผมเองพยายามทำความเข้าใจกับตัวเอง แต่ก็ยังไม่เข้าใจในตัวเอง งานเขียนของผม ที่หลายๆคนชื่นชอบ ผมยังไม่ค่อยจะพอใจกับมันสักเท่าไหร่เลย ไม่รู้เป็นอะไร พยายามทำให้แตกต่าง แต่เมื่อปัญหาหลายๆด้าน บีบคั้นเข้ามา เราต้องมาลงเอยตรงจุดเริ่มต้นจุดเดิมทุกที
หลังชนฝา หมาโดนตอน
ผ่านพ้นวาเลนไทน์มาได้ไม่กี่วัน กลิ่นไอของวันแห่งความรักยังคละควุ้งฟุ้งกระจาย โชยมากับสายลมร้อน ที่สะท้อนถึงสภาวะปัญหาของปัจจุบันได้ดี กระนั้นคนใหญ่นายโตของบ้านเมืองนี้ ยังกระดี่ได้น้ำ ไม่แคะขี้หู ถูขี้ตา มัวเมากับระบบการเมืองอันเส็งเคร็งเหมือนคนเป็นสังคัง…ย้ำๆ
โลกร้อน เอะอะอะไรก็ร้อนๆไปด้วย แม้ไม่ถึงขั้นวางมวย ต่อยตีกันแบบตะบี้ตะบัน แต่ถ้ายกขันธุ์ห้า ไปขอขมาพ่อ-แม่สาว ชวนน้องแต่งงานในช่วงนี้ คงต้องคิดหนักกันหน่อยล่ะ เพราะไหนจะเรื่องอากาศอบอ้าว เผาผลาญพลังงานช่วงล่างของร่างกาย อีกไหนจะกลิ่นคาวของกับข้าว ที่ลอยไปลอยมา และแน่ล่ะ บ่มกล้วยในช่วงนี้ ไม่ต้องใช้สารเร่งสุกช่วยให้ยุ่งยาก แต่ที่ลำบากคือต้องหาถุงยางห่ม เพื่อรักษาสภาพให้(ทน)อยู่ได้นานๆ
เอาล่ะๆ ช่วงนี้เสนอหน้าออกมาพบปะเพื่อนได้ไม่บ่อยเท่าที่ควร เพราะสถานการณ์ตอนนี้ดิ่งลงถึงจุดคับขัน แน่ล่ะครับ หน้าที่การงานนั้นมันประเด็นหนึ่ง แต่ที่หนักกว่านั้นคือโดนตัดแข้งตัดขา อินเตอร์เน็ตโดนตัดไปเป็นที่เรียบร้อย แค่จ่ายช้าไปสามรอบบิล ส่วนเบอร์บ้านก็โดนระงับไปเป็นที่เรียบร้อย ก็แค่จ่ายช้าไปสามรอบบิลเช่นกัน แหะๆ
พูดไปพูดมาเหมือนจะ “หลังชนฝา” ประคองตัวเองเดินดุ่มๆ ลุ่มๆดอนๆ แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั้น ผมว่าน่าจะเข้าขั้น “หมาโดนตอน” เสียมากกว่า โอกาสได้ลืมตาอ้าปากสืบเผ่าพันธุ์ไม่มี มีดีที่รักสนุก ปลุกปล้ำหมาเพศเมียเล่นไปวันๆ ว่าไปนั่น!
แวะมาแจ้งข่าวร้ายแบบขำๆ คิดอะไรมากมาย โลกไม่แตก เราก็ยังจะได้เจอ แต่ช่วงนี้ ห่างๆกันไว้ก่อน พร้อมๆกับความเหนื่อยที่หนักขึ้นกว่าเดิม เท่านั้นเอง
สมรัก
เริ่มจะเลือนหาย ห่างจากบล็อกตัวเองไปพักใหญ่ จำด้วยภาระหน้าที่การงานต่างๆค้ำคอ พร้อมๆกับลำนำแห่งความคิดถึงเพื่อนๆ อยู่ไม่สร่างซา เดือนแห่งความรักปีนี้ ล่วงเลยผ่านมาจนถึงวันวาเลนไทน์ ที่เอาจนได้ไปตรงกับวันตรุษจีนเข้าพอดิบพอดี ไม่รู้ว่าความบังเอิญตรงจุดนี้ จะประจวบเหมาะ ตรงเผงกันอีกสักทีสักหน ในช่วงชีวิตของคนเราหรือไม่ หรือไร….
ความพิเศษของวันแห่งความรัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำว่า “รัก” หรือตัวแทนแห่งความรักความใคร่ เช่นกุหลาบช่อแดงเสียทีเดียว กลิ่นหอมของกุหลาบ ก้าน ใบและหนาม คอยประคบประหงม พร้อมๆกับประคองช่อดอก ให้เชิดหน้าชูตา แสดงความงาม บนไม้มืออันเรียวงามของผู้จับมันอยู่ เช่นแฟนคุณๆ
ผมเองหรือจะใช่ผู้ชายที่โรแมนติก ออกจะดิบเถื่อน โสโครก ซกมก สกปรก มอมแมม (เอาเข้าไป) แต่แฝงเร้นซ่อนคราบความเป็นผู้ดีไว้ภายใน ฉะนั้นเสน่ห์อย่าหวังจะมองเห็นด้วยตาเปล่า เผลอๆ จะได้เสนียดติดตัวไป นั่นแหละประเด็น…
ฝนโปรยโรยใจ
ไม่ต้องเอ่ยก็คงจะรู้ ว่าช่วงนี้ผมแอบอู้งานมาพล่ามบล็อกไม่ได้ หลังจากเนรเทศตัวเองออกจากงานไปพักใหญ่ จนเจ้านายต้องทำนิรโทษกรรม ขอตัวย้อนคืน แน่ล่ะ งานค้างเป็นหางว่าว ผมเองต้องลากคิวยาวในช่วงรอยต่อของเดือนนี้ เรื่อยไปจนหลังวาเลนไทน์หรือตรุษจีน ยอมรับว่าช่วงนี้เหนื่อยสุดๆ ต้องวิ่งโน่นทำนี่ งานการในช่วงที่ผมไม่อยู่ ล่อซะกระจัดกระจายเป็นเทกระจาด ต้องใช้ไม้กวาด กวาดกองไว้เป็นหย่อมๆ รวมไว้เฉพาะส่วนขนาดย่อม แล้วค่อยสะสางที่ละจุดๆไป
อากาศพักนี้ร้อนระอุ ไม่สมกับเป็นเดือนแห่งความรัก คือเดือนกุมภาพันธ์ เดือนหนึ่งที่มีำจำนวนวันน้อยที่สุดในหนึ่งรอบปีเอาเสียเลย ด้วยหลายๆอย่างที่รุมเร้า ผสมกับความร้อนอบอ้าว กลั่นจนเป็นไอแห่งฝน ผมจึงไม่ได้แปลกใจ ว่าทำไม วันนี้สายฝนถึงโปรยปรายลงมา พร้อมๆกับประจุไฟฟ้า ที่วิ่งผ่านไปผ่านมา เสียดสีกับชั้นบรรยากาศ จนเิกิดเป็นเสียงฟ้าลั่นคำราม อันแสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นด้วยตาเปล่า ผ่านแสงแว๊บๆแวมๆ
จังหวัดอุดรธานี มีหนึ่งอำเภอใจของหมออนามัยบางคน เช่นเดียวกับจังหวัดหนองคาย มีหนึ่งอำเภอใจ ของคนเขียนบล็อกบางคน ลักษณะภูมิประเทศที่แบ่งเขตแบ่งแดน ของสองจังหวัดนี้ (ต่อไปจะแบ่งเป็นสาม) มีความคล้ายคลึงกัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องถาม ฝนที่ตกทางโน้น จะหนาวถึงคนทางนี้บ้างไหม?
ฝนโปรยโรยใจ เย็นฉ่ำไปทั่วทั้งพื้นที่อุดรธานี และหนองคายบางอำเภอ แต่เรื่องของวันนี้ ผมละเมอเขียน… เลยไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว ติดไว้ก่อนล่ะกันครับ แหะๆ
ปล. เวลา ณ ขณะนี้ สี่ทุ่มจะครึ่ง ฝนยังตกกระหน่ำไม่ขาดสาย รับไอเย็นดีๆ แบบธรมชาติๆ เต็มๆ ว่าแต่… จะจบห้วนๆแบบนี้ จริงเหรอ? เออ… จบก็จบ…






